------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. โช้คอัพ
(Shock Absorber)
โช้คอัพ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทก
ลดแรงสั่นสะเทือนของรถ และยังทำหน้าที่หน่วงการเคลื่อนที่ขึ้นลงของตัวถังรถยนต์
เพื่อให้ล้อรถสัมผัสกับผิวถนนตลอดเวลาขณะรถวิ่ง
โช้คอัพเป็นอุปกรณ์ไฮดรอลิคที่หน่วงการเคลื่อนที่
ขึ้น-ลง ของตัวรถยนต์โดยการควบคุมการยุบและการสั่นของสปริง
หรือแหนบ โดยจะเปลี่ยนการสั่นสะเทือน
จากพลังงานกล เป็นพลังงานความร้อน
|
2. หน้าที่ของโช้คอัพ
ดูดซับการสั่นของสปริง
ทำให้การเด้ง ขึ้น-ลง หรือการเต้นของตัวรถยนต์
ลดน้อยลง
ทำให้การสั่น หรือการเต้นของน้ำหนัก ที่สปริงไม่ได้รองรับ
เช่น ล้อ,เพลาล้อ, ตัวห้ามล้อ ฯลฯ ลดน้อยลง
|
3. ประโยชน์ของโช้คอัพ
ความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ - ทำให้เกิดความนิ่มนวลขณะขับขี่
ความปลอดภัยของผู้ขับขี่ - รถทรงตัวดี
, ลดการโคลงเคลงของตัวรถ
ความประหยัด - ลดการสึกหรอของยาง , ระบบรองรับและระบบบังคับเลี้ยว |
4. โช้คอัพ
แบ่งตามสื่อการทำงานได้ 2 ระบบคือ
โช้คอัพน้ำมัน โช้คอัพชนิดนี้ใช้น้ำมันไฮดรอลิคเป็นตัวทำงานให้เกิดความหนืดเพียงอย่างเดียว
ในขณะที่ทำงานน้ำมันไฮดรอลิค จะไหลผ่านวาล์วภายในลูกสูบจึงทำให้เกิดฟองอากาศขึ้นภายในน้ำมันไฮดรอลิค
ฟองอากาศของน้ำมันจะทำให้โช้คอัพทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร
โดยเฉพาะกับรถที่ต้องใช้ความเร็วสูง เพราะถ้าฟองอากาศแตกจะทำให้โช้คอัพเกิดการขาดช่วงการทำงานในช่วงสั้นๆ
โช้คอัพแก็ส คือ โช้คอัพที่อาศัยการทำงานร่วมกัน
ระหว่างแก๊สไนโตรเจน และ น้ำมันไฮดรอลิค
มีหลักการทำงานคือ เมื่อโช้คอัพได้รับแรงสะเทือนจากพื้นถนน
ลูกสูบของโช้คอัพ จะเลื่อนตัวลงมาด้านล่างของกระบอกลูกสูบ
ทำให้น้ำมันไฮดรอลิคที่บรรจุในกระบอกสูบ
ไหลผ่านวาล์วขึ้นไปห้องน้ำมันด้านบน และน้ำมันอีกส่วนไหลผ่านวาลว์
ด้านล่างเข้าไปในห้องน้ำมันสำรอง ขณะเดียวกันน้ำมันในห้องน้ำมันสำรอง
จะทำการอัดแก๊สไนโตรเจนให้เกิดแรงดัน
เมื่อแก๊สมีแรงดัน ก็จะดันน้ำมันไฮโดรลิคที่อยู่ในห้องน้ำมันสำรอง
กลับเข้าสู่กระบอกสูบดังเดิมโดยในขณะเดียวกัน
แรงดันที่เกิดขึ้นก็จะทำให้ฟองอากาศแตกตัว |
5. โช้คอัพแก๊ส
โช้คอัพแก๊สแรงดันต่ำ ( LOW-PRESSURE
GAS SHOCK ABSORBER )
โช้คอัพแก๊สแบบนี้ จะมีลักษณะเหมือนโช้คอัพไฮดรอลิคทั่ว
ๆ ไป แต่จะถูกบรรจุแก๊สไนโตรเจน
(NITROGEN GAS) ซึ่งเป็นแก๊สแรงดันต่ำ
ไว้ภายในส่วนบนของห้องน้ำมันสำรอง
ซึ่งจะอัดไว้ด้วยแรงดันประมาณ 10
- 15 กก./ ตารางซม. หรือ 142 -
213 ปอนด์/ ตารางนิ้ว
โช้คอัพแก๊สแรงดันสูง ( HI-PRESSURE GAS
SHOCK ABSORBER )
โช้คอัพแก๊สแรงดันสูงนี้ จะมีลักษณะต่างจากโช้คอัพแรงดันต่ำคือ
โครงสร้างภายในตัวของโช้คอัพ จะมีน้ำมันเพียงห้องเดียว
โดยจะไม่มีห้องน้ำมันสำรอง ภายในกระบอกสูบ
จะบรรจุน้ำมันไฮดรอลิคไว้ด้านบนของกระบอกสูบ
และจะอัดแก๊สไนโตรเจน ซึ่งเป็นแรงดันต่ำไว้ด้านล่างของกระบอกสูบ
โดยจะรักษาแรงดันของแก๊สไว้ ด้วยแรงดันประมาณ
20-30 กก/ตารางซม. หรือประมาณ 284-427
ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว โดยจะมีลูกสูบที่เคลื่อนที่ได้
(FLOATING PISTON) เป็นตัวขั้นระหว่างน้ำมันไฮดรอลิคกับแก๊สไนโตรเจน |
6. เปรียบเทียบระหว่างโช้คอัพแก๊สและโช้คอัพน้ำมัน
โช้คอัพน้ำมัน โช้คอัพแก็ส
ทำให้ขับขี่ได้ดีบนถนนทางเรียบ
ใช้กับงานเบา หรือ รถที่ใช้งานน้อย
ให้ความรู้สึกนุ่มนวลกว่าบนทางเรียบ
หากน้ำมันถูกทำให้ร้อนมาก ประสิทธิภาพการดูดซับจะลดลง
สามารถขับขี่บนพื้นถนนที่ขรุขระ ถิ่นทุรกันดารได้ดีเยี่ยม
สามารถใช้กับงานหนัก หรือ งานที่ต้องการความสมบุก
สมบันในการขับขี่
โดยทั่วไปมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าน้ำมัน
|
7. อาการที่แสดงว่าควรเปลี่ยนโช้คอัพ
1. ลองกดรถยนต์ด้านหน้าแล้วปล่อย
ถ้ารถยนต์มีอาการเด้งขึ้นลงหลายๆครั้งแสดงว่าโช้คอัพเสื่อมสภาพแล้ว
โช้คอัพที่ดีเมื่อออกแรงกดจะยุบตัว และคืนตัวเป็นระดับปกติทันทีโดยไม่มีการเด้งขึ้น
ลงหลายครั้ง
2. สังเกตรอยรั่วของน้ำมัน
โดยตรวจเช็คบริเวณซีลโช้คอัพ ถ้ามีคราบน้ำมันเปรอะเปื้อนบริเวณแกนโช้คอัพ
แสดงว่ามีการรั่วซึมเกิดขึ้น
3. ตัวโช้คอัพเกิดรอยบุบ
มีการบิดเบี้ยวของกระบอกโช้ค หรือแกนโช้คมีอาการคดงอ
4. บริเวณหน้ายางของรถยนต์สึกไม่สม่ำเสมอเป็นบั้ง
ทั้งที่ตั้งศูนย์ล้อถูกต้องแล้ว
5. หลังจากใช้งาน
เมื่อจอดรถให้ใช้มือสอดเข้าไปสัมผัสกับกระบอกโช้คอัพทันที
ถ้ากระบอกโช้คอัพมีความร้อน แสดงว่าโช้คอัพยังสามารถใช้งานได้อยู่
แต่ถ้าสัมผัสแล้วกระบอกโช้คอัพมีอุณหภูมิปกติ
แสดงว่าโช้คอัพไม่มีการทำงาน
6. ขณะเริ่มออกตัวโดยใช้ความเร็วปกติ
ถ้าหน้ารถเชิดขึ้น และขณะเบรกที่ความเร็วต่ำหน้ารถทิ่มลง
แสดงว่าโช้คอัพเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว
7. มีอาการกระเด้งกระดอนขึ้นลง
เมื่อรถวิ่งผ่านเนินเล็กๆ หรือคอสะพาน
ขณะขับขี่นั้นมีความรู้สึกว่ารถยนต์สั่นไม่นิ่มนวล
8. เมื่อรถวิ่งความเร็วสูง
(80กม./ชม.) เมื่อถูกลมปะทะด้านข้าง รถจะเสียการทรงตัวไปจากทิศเดิมมากผิดปกต |
8. สาเหตุที่โช้คอัพเสีย
1. การกระแทกอย่างรุนแรง
เนื่องจากเมื่อโช้คอัพมีการแตกหรือรั่วซึม
โช้คอัพจะไม่สามารถหน่วงการยืดหรือยุบตัวของสปริงได้เมื่อล้อบดทับบนก้อนกรวดหรือตกหลุมสปริงจะมีการยุบ-ยืดตัว
อย่างเต็มที่จนสุดระยะยุบ เป็นผลให้เกิดการกระแทกของชิ้นส่วน
2. ควบคุมรถยาก
เพราะโช้คอัพไม่สามารถควบคุมสปริงได้
ทำให้ช่วงล่างรถยนต์เต้นจนลอยจากพื้นถนน
ถ้าเกิดในขณะที่ขับรถเข้าโค้ง แม้ว่าโช้คอัพจะเสียเพียงข้างเดียว
ผลที่เกิดขึ้นก็จะทำให้สมดุลการทรงตัวของรถทั้งคันเสียไป
เป็นเหตุให้การใช้รถไม่ปลอดภัย
3. ยางสึกผิดปกติ
เป็นอาการหนึ่งที่บ่งบอกได้ว่าเกิดการผิดปกติที่โช้คอัพได้เช่นกัน
โดยการสึกจากโช้คอัพชำรุดยางจะมีลักษณะเป็นหลุม
ๆ สึกเป็นช่วง ๆ
4. สปริงทรุด
การขืนใช้โช้คอัพที่ชำรุดจะทำให้ช่วงล่างทั้งระบบเกิดการสึกหรอตามกันไป
โดยเฉพาะสปริง เนื่องจากโช้คอัพไม่สามารถควบคุม
ป้องกันการเคลื่อนที่ที่ผิดปกติของสปริงได้
|
9. สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเลือกซื้อโช้คอัพ
นอกจากยี่ห้อ
ราคา ประเภทของโช้คอัพแล้ว ยังต้องคำนึงถึง
ช่วงชัก หรือระยะการยืด-ยุบของตัวโช้คอัพ
สิ่งต่อมาที่ต้องคำนึงถึง คือ ลักษณะของ
หูโช้ค เพราะอาจมีเหมือนกันที่ซื้อมาแล้วใส่ไม่ได้เพราะหูโช้คอัพคนละแบบกัน
โดยหูโช้คอัพที่มีใช้กันอยู่จะมี 5 แบบ
วิธีการที่ดีที่สุดคือการถอดเอาของเดิมไปเทียบ
เพราะส่วนใหญ่แล้วหูโช้คอัพด้านบนกับด้านล่างจะไม่เหมือนกัน
โดยเฉพาะในช่วงล่างด้านหน้าของรถกระบะคือ
ความโตของกระบอกโช้คอัพ เพราะรถกระบะส่วนใหญ่ใช้ช่วงล่างแบบปีกนกคู่
โช้คอัพมักจะเสียบอยู่ระหว่างกลางปีกนกบน
ถ้าเลือกโช้คอัพที่กระบอกใหญ่เกินพอดี
เวลาที่ปีกนกเคลื่อนที่ โช้คอัพจะเสียดสีหรือกระทบกระแทกกับปีกนก
เป็นเหตุให้โช้คอัพทำงานไม่สมบูรณ์และชำรุดก่อนเวลาอันควร
|