บี−ควิก สาระเรื่องรถ

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่เปรียบเสมือนหัวใจของรถยนต์ มาดูกันว่า แบตเตอรี่ทำหน้าที่อะไร? และทำงานอย่างไร

หน้าที่หลัก 5 ข้อของแบตเตอรี่1. เป็นแหล่งเก็บและสำรองกระแสไฟฟ้า แบตเตอรี่ทำหน้าที่เก็บและสำรองกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากไดชาร์จ หรืออัลเทอร์เนเตอร์2. จ่ายไฟตอนสตาร์ทเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานจ่ายไฟให้แก่สตาร์ทเตอร์ และระบบจุดระเบิดเครื่องยนต์ เพื่อให้เครื่องยนต์หมุนและติดเครื่องได้3. เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรอง ในกรณีที่อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทันในบางสถานการณ์ เช่น ตอนกลางคืนที่ใช้ไฟเยอะกว่าปกติระบบจะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้4. จ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ในขณะที่ดับเครื่อง จ่ายไฟคงที่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ ในขณะที่ไม่ได้สตารท์เครื่องยนต์ เช่น ไฟหน้า-หลัง แอร์ วิทยุ ระบบไฟส่องสว่างภายในรถ เป็นต้น

แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง VS แบบเติมน้ำกลั่น แบบไหนเหมาะกับรถคุณ

แบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่นคือแบตเตอรี่ชนิดตะกั่วกรด ส่วนผสมภายในประกอบด้วยโลหะผสมระหว่างตะกั่วและพลวง ต้องคอยตรวจสอบระดับน้ำกลั่นและคอยเติมอยู่เสมอเพื่อให้แบตเตอรี่พร้อมใช้งาน ข้อดีคือ มีความทนทานต่อประจุไฟฟ้าสูงและความร้อนสูง อายุการใช้งานค่อนข้างนานและราคาถูก แต่ข้อเสียคือต้องคอยเติมน้ำกลั่นอยู่เสมอยิ่งใช้งานหนักยิ่งต้องเติมบ่อย และหากมีการเคลื่อนย้ายตัวแบตเตอรี่ ต้องระวังสารละลายรั่วไหลออกมาแบตเตอรี่เติมน้ำกลั่น จึงเหมาะกับคนที่มีเวลาดูแลรถ และรถยนต์ที่ใช้งานหนัก​​แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งคือแบตเตอรี่ที่ยังมีรูให้เติมน้ำกลั่นได้ ไม่ต้องดูแลบ่อยเท่าแบตเตอรี่น้ำ แต่ยังต้องดูแลอยู่ตรวจสอบระดับน้ำกลั่น ปีละ 1-2 ครั้ง ข้อดีคือไม่ต้องตรวจเช็กหรือเติมน้ำกลั่นบ่อยเหมือนกับแบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่น ข้อเสียคืออายุการใช้งานที่อาจไม่นานเท่าแบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่น และยังคงต้องตรวจเช็กอยู่บ้าง และมีราคาสูงกว่าแบบเติมน้ำกลั่นแบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งเหมาะกับการใช้งานรถยนต์ในชีวิตประจำวัน และคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรถยนต์

แบตเตอรี่ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ และมีอะไรเป็นสัญญาณบ่งบอก

บางครั้งกว่าเราจะรู้ตัวว่าแบตเตอรี่เสื่อมก็ตอนที่แบตเตอรี่หมดแล้ว หรือเครื่องยนต์ดับกลางทาง เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เหล่านี้ เราสามารถสังเกตุอาการที่เป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ของคุณถึงเวลาเปลี่ยนหรือควรนำแบตเตอรี่ไปเช็กโดยผู้เชี่ยวชาญ1.รถยนต์สตาร์ทติดยาก หลังจากจอดทิ้งไว้ข้ามคืนหรือนานหลายวัน และมีเสียงแปลกๆขณะสตาร์ทรถ2.ไฟหน้ารถเริ่มสว่างน้อยลง สามารถสังเกตุเวลาขับรถตอนกลางคืน หรือขับรถเข้าที่จอดรถภายในอาคาร3.กระจกไฟฟ้าเริ่มทำงานช้าลง กระจกไฟฟ้ามีอาการขึ้นหรือลงช้ากว่าที่เคยเป็น พร้อมมีเสียงมอเตอร์กระจกหมุนแบบหนืดๆ ไม่มีกำลัง4. ระบบไฟฟ้าในรถเริ่มทำงานผิดปกติ สังเกตุจากไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร ไฟบริเวณหน้าจอเครื่องเสียง ไฟตามจุดต่างๆ เช่นไฟท้ายและไฟเลี้ยวสว่างน้อยลง หรือ ติดๆดับๆ5. อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ โดยปกติอายุการใช้งานของแบตเตอรี่อยู่ที่ 1ปีครึ่ง ถึง 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน โดยรถที่ถูกจอดทิ้งไว้นานๆ แบตเตอรี่จะมีอายุสั้นกว่าปกติหากใกล้เวลาหมดอายุของแบตเตอรี่แล้ว ควรนำแบตเตอรี่ไปเช็กด้วยเครื่องมือทดสอบแบตเตอรี่โดยผู้เชี่ยวชาญ

แบตเตอรี่เสื่อมอาการเป็นอย่างไร และมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง

แบตเตอรี่รถยนต์ 1 ลูก จะมีอายุการใช้งานประมาณ 1ปีครึ่ง - 2 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้งาน โดยระหว่างการใช้งานแบตเตอรี่อาจเสื่อมสภาพได้ โดยอาการแบตเตอรี่เสื่อมที่สามารถสังเกตุเห็นชัดเจนที่สุด คือรถยนต์สตาร์ทติดยาก มีเสียงดัง แชะๆ ขณะสตาร์ท และเมื่อสตาร์ทติด เสียงเครื่องยนต์ทำงานช้ากว่าปกติ โดยสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพไว มีดังนี้1. เปิดไฟหน้าหรือไฟในห้องโดยสารทิ้งไว้ ทำให้แบตเตอรี่ทำงานหนัก2.จอดรถทิ้งไว้นาน โดยไม่นำมาใช้งาน ขณะจอดรถทิ้งไว้ แบตเตอรี่ยังคงจ่ายไฟไปเลี้ยงระบบไฟฟ้าในรถตลอดเวลา ทำให้กำลังไฟในแบตเตอรี่อ่อนลงเรื่อยๆ3.ไดชาร์จเสื่อมสภาพ ทำให้ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่น้อยหรือมากเกินไป หรือสายพานหย่อนหรือตึงเกิดไปทำให้ประจุไฟเข้าแบตเตอรี่ได้ไม่เต็มที่4. ไฟรั่ว เกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ โดยช่างที่ไม่ชำนาญ หรือเป็นเพราะความประมาทในการตัดต่อสายไฟ เก็บงานไม่เรียบร้อย5.เกิดการลัดวงจรภายในของแบตเตอรี่ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนภายในของแบตเตอรี่ เป็นต้น 6. น้ำกลั่นสกปรก หรือมีสิ่งปนเปื้อนที่น้ำกลั่นหรือบริเวณจุกเติมน้ำกลั่น ก่อให้เกิดปฏิกริยาทางเคมีที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้แบตเตอรี่เก็บไฟไม่อยู่

ดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ให้ใช้ได้นานด้วย 6 วิธีดูแลแบตเตอรี่ง่ายๆ

แบตเตอรี่ที่ได้มาตรฐานจะมีอายุการใช้งานระหว่าง 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ที่ดีเป็นการยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่และป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนเวลา ซึ่ง 6 วิธีดูแลแบตเตอรี่มีดังนี้1.ไม่จอดรถทิ้งไม่ได้ขับไว้นานเกิน 1 สัปดาห์ควรสตาร์ทรถและนำรถออกวิ่งประมาณ 30 นาทีเพื่อให้แบตเตอรี่ได้รับการชาร์ตไฟ2. ปิดอุปกรณ์เสริมและระบบส่องสว่างในห้องโดยสาร ก่อนดับเครื่อง3. รักษาความสะอาดของแบตเตอรี่ให้สะอาด แห้ง ไม่มีฝุ่นจับหรือคราบขี้เกลือสีขาวขึ้นที่แบตเตอรี่ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการจ่ายไฟได้ เช็ดด้วยผ้าเปียกหมาดๆเช็ด4. ตรวจวัดระดับกระแสไฟแบตเตอรี่ด้วยเครื่องมือทดสอบแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ

พ่วงแบตเตอรี่รถยนต์อย่างไร? ให้ปลอดภัยและถูกวิธี

เมื่อรถของเรามีปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม หรือ ลืมปิดไฟหน้าจนแบตเตอรี่รถหมด อุปกรณ์สำคัญพื้นฐานที่เราควรมีติดรถไว้ นั่นก็คือ “สายจั้มแบตเตอรี่” หรือ “Jumper Cable” ช่วยเราได้เป็นอย่างดีช่วงที่เกิดปัญหารถยนต์สตาร์ทไม่ติดหรือเครื่องยนต์ดับ ที่เกิดจากแบตเตอรี่รถหมด มาดูกันดีกว่าว่าวิธีจั้มแบตรถยนต์ง่ายๆ ต้องทำอย่างไรบ้าง? เมื่อรถยนต์สตาร์ทไม่ติดเพราะแบตเตอรี่หมด นอกจากจะต้องมีอุปกรณ์แล้ว ที่สำคัญคือมีรถที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือ พ่วงแบตเตอรี่กับรถของเราได้ขั้นตอนการพ่วงแบตเตอรี่1. ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดทั้งหมดของรถ ดับเครื่องยนต์นำรถที่จะพ่วงแบตเตอรี่มาจอดใกล้ๆ ในระยะที่ต่อสายพ่วงได้2. นำสายพ่วงแบตเตอรี่ข้างที่เป็นสีแดง (ขั้วบวก)ต่อกับแบตเตอรี่ขั้วบวกของรถที่แบตหมดก่อน แล้วนำสายพ่วงขั้วบวกอีกด้านไปต่อกับแบตเตอรี่ขั้วบวกของคันที่มีแบตเช่นกัน3. นำสายพ่วงสีดำ (ขั้วลบ)ต่อกับแบตขั้วลบคันที่มีแบตก่อน ส่วนปลายสายอีกข้างให้หนีบเข้ากับโลหะตรงเครื่องยนต์ของรถที่แบตหมดแทน (ห้ามพ่วงกับแบตเตอรี่ขั้วลบเด็ดขาด)4. สตาร์ทเครื่องยนต์ของรถคันปกติก่อน เร่งเครื่องยนต์เล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที สตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด ลองเร่งเครื่องเพื่อตรวจสอบว่ามีประจุไฟฟ้าเข้ามาที่แบตเตอรี่แล้วหรือยัง5. เมื่อเสร็จแล้ว ถอดสายพ่วงแบตเตอรี่ขั้วลบจากคันที่แบตหมดก่อน แล้วค่อยถอดขั้วลบและขั้วบวกของรถคันปกติตามลำดับ ตามด้วยขั้วบวกของรถที่แบตเตอรี่หมดข้อควรระวัง•ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมกัน หรือไม่ได้ปิดระบบไฟของรถทั้งสองคัน•ห้ามสูบบุหรี่ จุดไฟเช็กระหว่างต่อพวงแบตเตอรี่รถยนต์ อาจก่อให้เกิดประกายไฟได้•อย่าให้ปลายสายพ่วงแบตเตอรี่สัมผัสกัน เพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้•หากไม่อยากให้เกิดปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ แล้วต้องคอยจั้มแบตรถบ่อยๆ นอกจากนี้อย่าลืมตรวจเช็คสภาพรถฟรีที่ บี- ควิก ก่อนออกเดินไกลเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางทุกครั้งนะครับการใช้บริการเปลี่ยนแบตนอกสถานที่การเปลี่ยนแบตนอกสถานที่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมสำหรับคนที่เจอปัญหารถสตาร์ทไม่ติดเนื่องจากปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ สามารถเรียกใช้ “แบตแมน” บริการแบตเตอรี่เดลิเวอรี่ของ บี-ควิก โดยพนักงานจะจัดส่งพร้อมติดตั้งแบตเตอรี่ใหม่ให้ถึงที่*ฟรีค่าแรง สำหรับผู้ที่สนใจบริการแบตแมนสามารถติดต่อได้ที่ โทร. 1153 พร้อมให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น.*พื้นที่ให้บริการเฉพาะในเขตกรุงเทพ ระยะทางไป-กลับ ไม่เกิน 10 กม. เท่านั้น

career
Copyright 2019 All right reserved B-Quik.com