บี−ควิก สาระเรื่องรถ

ระบบเบรก

เกรดผ้าเบรก

เกรดมาตรฐาน (S-Standard) ใช้กับรถยนต์ทั่วไป ยกเว้นรถยนต์สมรรถนะสูงหรือรถสปอร์ต ส่วนผสมของเนื้อผ้าเบรกสร้างความฝืดได้ง่าย เนื้อผ้าเบรกนิ่ม สามารถลดความเร็วได้ทันที ไม่ต้องการการอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน ทำงานได้ดีเฉพาะช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลาง หรือในขณะที่มีความร้อนสะสมไม่สูงนัก แต่อาจลื่นหรือไม่ได้ง่ายเมื่อต้องเบรกบ่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง หรือเบรกในช่วงความเร็วสูงอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่รถยนต์ทั่วไปถูกกำหนดให้ใช้ผ้าเบรกเกรด S เพราะส่วนใหญ่ยังต้องมีการใช้งานในเมือง หรือมีการใช้ความเร็วไม่จัดนัก แม้จะขับเร็วบ้างหรือกระแทกเบรกแรงๆ บ้าง แต่ก็ไม่บ่อย จึงถือว่าเพียงพอในระดับหนึ่ง เกรดกลาง (M-Medium-Metal) รองรับการเบรกในช่วงความเร็วปานกลาง-สูงได้ดี เพิ่มความทนทานต่อความร้อนโดยตรง และความร้อนสะสมในการเบรกสูงขึ้นกว่าผ้าเบรกเกรด S แต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งานช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลางได้ดี เพราะเนื้อผ้าเบรกยังไม่แข็งเกินไป ไม่ต้องอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน ส่วนมากจะมีส่วนผสมของโลหะอ่อน หรือวัสดุที่สามารถสร้างแรงเสียดทานเมื่อมีความร้องสูงได้ดี มีความแข็งปานกลาง เนื้อของผ้าเบรกอาจเป็นสีเงาจากผงโลหะที่ผสมอยู่รถยนต์ทั่วไป ถ้าผู้ขับเท้าขวาหนัก ก็สามารถเลือกใช้ผ้าเบรกเกรด M แทนเกรด S เพราะยังสามารถรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบและทุกช่วงความเร็ว โดยอาจมีจุดด้อยด้านประสิทธิภาพการเบรกในช่วงที่ผ้าเบรกยังเย็นอยู่ และราคายังแพงกว่า เกรดกึ่งแข่ง (R-Racing) เป็นผ้าเบรกเกรดพิเศษ ซึ่งถูกผลิตเพื่อรองรับรถยนต์สมรรถนะสูง-รถแข่ง เหมาะกับการใช้ความเร็วสูง หรือมีความร้อนสะสมที่ผ้าเบรกจากการเบรกถี่ ๆ และรุนแรง เนื้อของผ้าเบรกเกรดนี้มักจะมีการผสมของผงเนื้อโลหะไว้มาก การใช้งานในเมืองด้วยความเร็วต่ำจึงต้องมีการอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน และเบรกหยุดได้ระยะทางยาวกว่าผ้าเบรกเนื้อนิ่ม ส่วนในช่วงความเร็วสูง ร้อนแค่ไหนก็ลื่นและไหม้ยาก ผ้าเบรกเกรดนี้ไม่ค่อยเหมาะกับรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไป ยกเว้นรถสปอร์ต หรือรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง

สาเหตุของเบรกเสีย หรือ อายุสั้น

หมดอายุการใช้งาน (เบรกหมด) ขาดการดูแลรักษา (น้ำมันเบรก, การทำความสะอาดเบรก, กระบอกเบรก และลูกยาง) อุปนิสัยของผู้ขับขี่ มีการเหยียบเบรกบ่อยเกินความจำเป็น เบรกกะทันหัน ระบบเบรกขาดการหล่อลื่น น้ำหนักบรรทุกมากเกินไป ทำให้เบรกถูกใช้งานอย่างหนัก ผิวหน้าจานเบรกไม่เรียบ ทำให้เบรกสึกไม่เท่ากัน สภาพภูมิประเทศ ที่เป็นทางลาดชัน ทำให้เบรกถูกใช้งานมากกว่าปกติ สปริงเบรกหรือระบบไฮดรอลิคของแม่ปั๊มเบรกบกพร่อง ทำให้ผิวหน้าเบรกเสียดสีกับจานเบรกตลอดเวลา ลูกสูบเบรกติดไม่คืนตัว ทำให้เบรกเสียดสีกับจานเบรกตลอดเวลา ทำให้เกิดความร้อนแฝงในน้ำมันเบรก และเกิดสนิมในระบบ สปริงเบรกมือหรือสายเบรกมือเสื่อมสภาพ ทำให้เบรกเสียดสีกับจาน

สาเหตุที่ทำให้เบรกดัง

ฝุ่น ทำให้หน้าสัมผัสของจานเบรกและผ้าเบรกไม่สม่ำเสมอ จะมีลักษณะเสียงแหลม การแก้ไขสามารถทำได้โดยเหยียบเบรกลงลึก ๆ แต่ไม่ต้องแรง ประมาณ 3-4 ครั้ง หรือเสริมแผ่นรองกันดัง ผิวจานไม่เรียบ แก้ไขโดยให้ช่างผู้ชำนาญ ทำการเจียรจาน เสียงเตือน เบรกใกล้หมด มีการเสียดสีกับจานเบรก การแก้ไขคือเปลี่ยนดิสก์เบรกใหม่ เพื่อป้องกันแผ่นเหล็กรองหลังดิสก์เบรกจะเสียดสีทำลายจานเบรก การสั่นสะเทือนของจานเบรก สาเหตุเนื่องจากชิ้นส่วนโลหะมีความฝืด แก้ไขโดยทาจาระบีทนความร้อน แต่ห้ามทาบนผิวสัมผัส ของจานเบรกกับผ้าเบรก ดิสเบรกหลวม ทำให้หน้าสัมผัสไม่สม่ำเสมอ แก้ไขโดยทำให้ดิสก์เบรกกระชับแน่นกับเสื้อให้มากที่สุด โดยอาจใช้อุปกรณ์ช่วยยึด เกิดจากเบรกบางรุ่น เนื่องจากมีการพัฒนาสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของเบรกให้สูงขึ้น ทำให้หน้าสัมผัสที่เป็นโลหะ เกิดการสั่นสะเทือนและมีคลื่นเสียงออกมา ซึ่งไม่มีอันตรายแต่อย่างใด

การตรวจระบบเบรก

• จุดสำคัญในการตรวจเช็คระบบเบรก 1. น้ำมันเบรก จุดสำคัญที่มักถูกมองข้าม น้ำมันเบรกมีคุณสมบัติดูดความชื้นไว้ได้ทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกต่ำลง และก่อให้เกิดสนิม 2. ระบบดิสก์เบรก ล้างทำความสะอาด สลักเลื่อน หัวไล่ลม หล่อลื่นด้วยจาระบีเพื่อป้องกันสนิม และการตายตัวของสลัก ตรวจสอบลูกสูบดิสก์เบรกให้ทำงานเป็นปกติ ตรวจสภาพยางดิสเบรก และยางกันฝุ่นว่าไม่ฉีกขาดหรือเสื่อมสภาพ 3. ระบบดรัมเบรก ล้างทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ตรวจสภาพยางกันฝุ่นที่ล้อ และกระบอกเบรก ระบบเบรกมือ สายเบรกมือควรได้รับการหล่อลื่นด้วยจาระบี เพื่อให้คล่องตัว 4. แม่ปั๊มเบรก ควรตรวจสภาพ ทำความสะอาดให้ปราศจากฝุ่นละออง และสนิม • การตรวจระบบเบรก หลังฤดูฝน มีความจำเป็นมาก เนื่องจากหลังการผ่านการลุยน้ำ มักจะพอาการผิดปกติกับระบบเบรกของรถยนต์ ดังนี้ 1. ระบบเบรกฝืด ไม่คล่องตัว เกิดจากความสกปรกของดินโคลนที่ติดกับก้านสลักเลื่อนดิสเบรก และภายในจานเบรก ซึ่งการล้างรถโดยปกติ ไม่สามารถทำได้ทั่วถึง 2. ชิ้นส่วนเสื่อมเนื่องจากเกิดสนิม เช่น ลูกสูบเบรก แม่ปั๊มเบรก และกระบอกเบรก 3. เบรกจม เกิดจากความชื้นเข้าไปปะปนกับน้ำมันเบรก ทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดลงจากปกติ เมื่อเกิดความร้อนจากการเบรก น้ำมันเบรกจึงเดือดเป็นฟองได้ง่าย เมื่อฟองเข้าสู่ระบบเบรกจึงเกิดอาการเบรกจม 4. การเสื่อมสภาพของลูกยางเบรกหรือยางกันฝุ่น เกิดจากการเปลี่ยนสภาพอากาศมีผลให้น้ำมันเบรกรั่วซึม

น้ำมันเบรก

Brake fluid acts as a mediator in transporting the pressure from upper master cylinder to all wheel cylinders, in order to produce the halting action. There are several standards of brake fluid, each differs by the level of boiling point, and the most popular one today is DOT4. It is imperative that brake fluid should not be refilled using a different brand or DOT, as there may occur a negative reaction among them. DOT Standard ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดแรงดันจากแม่ปั๊มตัวบนไปยังกระบอกเบรกทุกล้อเพื่อให้เกิดการเบรก มีมาตรฐานอยู่หลายระดับ แต่ที่ปัจจุบันนิยมกันคือ DOT4 โดยแต่ละระดับต่างกันที่จุดเดือด โดยห้ามเติมหรือผสมข้ามยี่ห้อหรือข้าม DOT เพราะไม่สามารถทราบได้เลยว่าอาจจะมีปฏิกิริยาทางลบต่อกันหรือไม่ มาตรฐาน DOT จุดเดือด (องศาเซลเซียส) จุดเดือดชื้น (องศาเซลเซียส) ความเหมาะสมในการใช้งาน DOT 3 205-230 140-150 ขับขี่ทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่ในเมือง DOT 4 230-260 155-180 ภูมิอากาศชื้น ฝนตกบ่อย DOT 5 มากกว่า 260 มากกว่า 180 ขับรถเร็ว หรือเดินทางไกลบ่อย ๆ ขับรถขึ้นลงเขา ทางลาดชันบ่อย ๆ คุณสมบัติที่ดีของน้ำมันเบรก • จุดเดือด (Boiling Point) เมื่อมีการเบรกจะทำให้เกิดความร้อนขึ้น เนื่องจากการเสียดสีกันของผ้าเบรกกับจานเบรก ปัจจุบันน้ำมันเบรกจะมีค่าจุดเดือดสูงกว่า 200 ํC หรือมีค่าจุดเดือดสูงกว่าน้ำ 2 เท่า ส่วนใหญ่จะผลิตจากสารอีเทอร์ (Ether) และ ไกลคอล (Glycol) ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถดูดซับน้ำและไอน้ำในอากาศได้ดีเป็นพิเศษ โดยเข้าทางท่อยาง ข้อต่อ รูหายใจของกระบอกน้ำมันเบรก ซึ่งสาเหตุดังกล่าวทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดลง และทำให้เกิดฟองอากาศหรือ วาเปอร์ล็อค (Vapour Lock) ขึ้นในระบบเบรกทำให้เกิดอาการเบรกหาย หรือเบรกต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการขับรถ • ไม่ทำปฏิกิริยาต่อซีลยาง (Rubber Swelling) คือ ต้องไม่ทำอันตรายต่อซีลยาง และท่อยาง ไม่ทำให้ซีลยางแข็งตัวหรืออ่อนตัว ที่สำคัญต้องไม่ทำให้ซีลยางหดตัว หรือขยายตัวเกินขนาด ซึ่งทำให้ระบบเบรกเกิดการรั่วไหลหรือซึมได้ง่าย • ไม่กัดกร่อนโลหะ (Corrosion) คือ ไม่ทำปฏิกิริยากับโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง ทองเหลือ หรือ อลูมิเนียม เพราะน้ำมันเบรกเมื่อดูดซับน้ำหรือไอน้ำในอากาศเข้ามาในระบบเบรก ทำให้ไอน้ำหรือน้ำมีโอกาสทำปฏิกิริยากับโลหะได้ง่าย • ช่วยหล่อลื่น (Lubrication) คือ ช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนไหว และลดแรงเสียดทานโดยเฉพาะในขณะที่มีอุณหภูมิสูง ๆ ฟิล์มน้ำมันเบรกจะแตกตัวหรือบางมาก • สามารถปนกันได้ (Compatibility) คือ สามารถผสมกันได้ระหว่างน้ำมันเบรกที่ผลิตจากประเภทเดียวกัน และมีมาตรฐานเดียวกัน ข้อควรปฏิบัติกับน้ำมันเบรก ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกให้เป็นระยะ ตามปกติเรามักแนะนำให้ เปลี่ยนทุกๆ 1 ปี (หรือ 25,000 กิโลเมตร) จะช่วยป้องกันสนิมในระบบเบรก ยิ่งเป็นระบบเบรก ABS ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง และใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพสูงเป็นการประกันความปลอดภัย และไร้กังวลกับการซ่อมที่มีราคาแพง Good Brake Fluid Quality • Boiling Point: When the braking action occurs, heat is produced as a result of friction between brake pad and brake disk. The normal boiling point of the brake fluid is 200 ํc or twice higher than boiling point of water. It usually is made of Ether and Glycol, the substances known to have exceptional quality to absorb water and vapor from the air. The water/vapor will infiltrate the rubber tube, joint and breathing holes of the wheel cylinder, causing the boiling point to drop and producing air bubbles or vapor lock in the brake system. The latter will result when the brake is lost or low braking ability condition, which is very dangerous while driving. • Do not produce reaction with rubber swelling, meaning that it should not be harmful to rubber swelling and rubber tube. It should not cause rubber swelling to harden or soften, and most importantly, it should not cause rubber swelling to shrink or expand beyond its normal size, which will in turn cause leakage in the brake system. • Do not cause corrosion, or in other words, do not produce reaction with materials such as metal, copper, brass or aluminum. When the brake fluid absorbs water or vapor from the air into the brake system, the water/vapor may easily react with material such as metal. • Lubrication: Help to lubricate moving parts in the system and reduce friction, especially when the temperature is high, when brake fluid film usually breaks into pieces or becomes much thinner. • Compatibility: Able to mix the brake fluid of the same type and standard. Proper Treatment of Brake Fluid Brake fluid should be changed periodically. We usually recommend a change of brake fluid on a yearly basis (or every 25,000 km), in order to help preventing rust in the brake system. ABS brake system will need extra and suitable care, and also high quality spare parts to ensure safety and no costly repair.

การปรับเตรียมสภาพผ้าเบรกใหม่

หลังการติดตั้งผ้าเบรกใหม่ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การเบดดิ้งอิน ซึ่งมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ 1. ขับรถด้วยความเร็วประมาณ 60 กม./ ชม. 2. เหยียบเบรกเบาๆ จนถึงปานกลางจนกระทั่งรถมีความเร็วเหลือประมาณ 10 กม./ ชม. 3. ทำซ้ำขั้นตอนข้อ 1 และ 2 อย่างน้อย 10 ครั้งโดยแต่ละครั้งใช้ระยะทางประมาณ 300 เมตร แต่ห้ามเบรกด้วยความเร็วสูงเพราะจะทำให้ผิวผ้าเบรกไหม้หรือเบรกไหม้และเบรกไม่อยู่

Copyright 2019 All right reserved B-Quik.com