บี−ควิก พูดคุยแบ่งปันสาระเรื่องรถ-เรื่อง ระบบเครื่องยนตร์ #1 Home page

สาระเรื่องรถ - ระบบเครื่องยนต์และอื่นๆ Home page

เคล็ด(ไม่)ลับ ตรวจเช็กรถก่อนเดินทางไกล

การตรวจเช็กรถก่อนเดินทางไกล ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนออกเดินทาง มาดู 4 เคล็ด (ไม่) ลับ สำหรับการตรวจเช็กรถก่อนเดินทางไกลที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง1.ตรวจเช็กน้ำมันเครื่อง โดยควรจอดรถในแนวราบกับพื้นเพื่อให้ระดับน้ำมันเครื่องไม่คลาดเคลื่อน ควรดับเครื่อง แล้วรอ 2-3 นาที แล้วค่อยเริ่มการตรวจเช็กด้วยการดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมาในแนวตรง จากนั้นใช้ผ้ารูดน้ำมันเครื่องออกจากก้านและเสียบกลับไปที่เดิมจนสุด จากนั้นดึงก้านวัดออกมาอีกครั้ง และสังเกตว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับใดของก้านวัด โดยระดับน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมควรอยู่ในตำแหน่งของระหว่างขีด L และ F2.ตรวจเช็กแบตเตอรี่ โดยการเช็กระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับแบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่น ส่วนแบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง เช็กได้ที่สีของตาแมวซึ่งจะบอกสถานะว่าแบตเตอรี่พร้อมใช้งานหรือไม่3.ตรวจเช็กน้ำยาหล่อเย็น โดยควรเช็กตอนที่เครื่องเย็นแล้วเท่านั้นว่าน้ำยาอยู่ในระดับที่กำหนดหรือไม่ รวมถึงตรวจดูว่ามีคราบของน้ำยาเปื้อนตามจุดต่างๆ ของเครื่องยนต์และบนพื้นที่จอดหรือไม่4.ตรวจเช็กลมยาง ให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสมกับรถ สำหรับคนที่ไม่อยากเติมลมยางบ่อยสามารถใช้ลมยางไนโตรเจนแทนลมธรรมดาได้ เพราะลมยางไนโตรเจนช่วยลดความเสี่ยงที่ยางจะระเบิด ลดการซึมออกของลมยาง พร้อมทั้งยังช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลขึ้นอีกด้วยการตรวจเช็กรถก่อนเดินทางไกลด้วยตัวเองทำได้ไม่ยากเลย หรือหากใครไม่สะดวกตรวจเช็กด้วยตัวเอง สามารถนำรถเข้ามาให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็กความพร้อมใช้งานของรถก่อนเดินทางไกลได้ฟรี 30 รายการ ที่ บี-ควิกทุกสาขาทั่วประเทศ

3 จุดสำคัญ ตรวจเช็กสภาพรถ เมื่อต้องจอดรถทิ้งไว้นาน

รู้หรือไม่? ว่ารถยนต์ที่ถูกจอดทิ้งไว้นานๆ อาจมีการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนต่างๆ ได้ การตรวจเช็กรถ ก่อนนำกลับมาใช้งานจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยมี 3 จุดที่สำคัญที่สุดในการตรวจเช็ก ดังนี้1.ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการตรวจเช็กรถ คือ แบตเตอรี่ โดยเฉพาะรถที่ถูกจอดทิ้งไว้นานๆ แบตเตอรี่อาจเสื่อมและทำให้รถสตาร์ทไม่ติด เนื่องจากแบตเตอรี่ยังมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงระบบต่างๆ ในรถยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สามารถป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมได้เพียงสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที เพื่อหลีกเลี่ยงแบตเตอรี่หมดประจุ2.ถึงแม้รถยนต์จะไม่ได้ถูกใช้งาน น้ำมันเครื่องก็สามารถเสื่อมสภาพได้ ตามระยะเวลา เมื่อต้องตรวจเช็กรถ จึงไม่ควรมองข้ามการตรวจเช็กสภาพของน้ำมันเครื่องก่อนนำรถยนต์กลับมาใช้งาน โดยทั่วไปควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 6 เดือน หรือ ตามระยะเปลี่ยนถ่ายของเกรดน้ำมันเครื่องที่ใช้งาน3. การจอดรถทิ้งไว้นานเกิน 1 เดือนขึ้นไป จะทำให้น้ำหนักของรถยนต์ทั้งหมด ตกสู่ยางรถยนต์แต่ละเส้นในจุดเดียว อาจทำให้เกิดการเสียรูปของโครงยางได้ ซึ่งสามารถป้องกันปัญหานี้ได้ด้วยการเติมลมยางให้มากกว่าปกติ และตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ก่อนนำกลับมาใช้งานชิ้นส่วนหรืออะไหล่ต่างๆ อาจเกิดการสึกหรอหรือเสื่อมสภาพ เมื่อรถยนต์ถูกจอดทิ้งไว้นาน โดยเฉพาะการจอดตากแดด เพราะฉะนั้นก่อนนำรถกลับมาใช้ ควรมีการตรวจเช็กรถ ให้ถี่ถ้วนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุหรือเหตุสุดวิสัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานรถยนต์ที่อุปกรณ์หรือระบบต่างๆ ไม่พร้อมใช้งาน เพื่อความมั่นใจในการขับขี่สามารถนำรถเข้ามาตรวจเช็กความพร้อมใช้งานได้ ฟรี 30 รายการ ที่ บี-ควิก ทุกสาขาทั่วประเทศ

ตรวจเช็กรถรับหน้าฝน

เมื่อเข้าฤดูฝน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการตรวจเช็กรถให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ โดยสิ่งที่ควรตรวจเช็กมีรายการดังนี้1.ระบบปัดน้ำฝนต้องพร้อม คอยตรวจสภาพใบปัดและระบบปัดน้ำฝน เพื่อเพิ่มทัศนวิสัย ขณะขับขี่ในเวลาฝนตก 2.ระบบไฟต้องพร้อมใช้งาน ทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟท้าย ต้องสว่างเพียงพอ หากมีจุดไหนเสียหายหรือกำลังไฟของแบตเตอรี่ไม่เพียงพอ ควรรีบทำการแก้ไขโดยด่วน3.ระบบเบรกต้องสมบูรณ์ ระบบเบรกมักเกิดปัญหาได้ง่ายเมื่อเปียกน้ำ จึงต้องคอยตรวจสอบความพร้อมใช้งานเป็นประจำในช่วงหน้าฝน 4.ตรวจเช็กความลึกของร่องดอกยาง ว่าอยู่ในเกณฑ์พร้อมใช้งานหรือไม่ หากดอกยางโล้น จะทำให้ประสิทธิภาพในการรีดน้ำลดลง รวมไปถึงการตรวจเช็กลมยางให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หรือเติมเพิ่ม 2-3 ปอนด์ กรณีที่ต้องขับทางไกลเพียง ตรวจเช็กรถ เบื้องต้นตาม 4 รายการด้านบนนี้ ก็มั่นใจได้เลยว่ารถของคุณพร้อมขับลุยรับหน้าฝนแล้ว ในกรณีที่มีชิ้นส่วนที่เสื่อมสภาพหรือควรเปลี่ยน สามารถเข้ารับบริการได้ที่ บี-ควิก ศูนย์บริการรถยนต์ที่ให้บริการครบทุกเรื่องรถ กว่า 180 สาขาทั่วประเทศ

career
Copyright 2019 All right reserved B-Quik.com