บี−ควิก สาระเรื่องรถ

น้ำมันเครื่องและไส้กรอง

คุณสมบัติพื้นฐานของน้ำมันหล่อลื่น

1. ความหนืด (Viscosity) 2. ดัชนีความหนืด (Viscosity Index : VI) 3. การรวมตัวกับออกซิเจน (Oxidation Stability) 4. จุดวาบไฟ (Flash Point) 5. จุดไหลเท (Pour Point)

น้ำมันเครื่องคือเลือดในเครื่องยนต์

น้ำมันเครื่องช่วยรักษาชิ้นส่วนของเครื่องยนต์จากการสึกหรอ และลดความฝืด โดยการสร้างชั้นป้องกันระหว่างชิ้นส่วนโลหะของเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่องช่วยรักษาความสะอาดให้กับเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่องช่วยป้องกันการเกิดสนิมของชิ้นส่วนที่เป็นโลหะ น้ำมันเครื่องเป็นตัวที่ช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่องเป็นที่สะสมสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน น้ำมันเครื่องช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเครื่องช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณสมบัติน้ำมันเครื่องที่ดี

ช่วยหล่อลื่นเครื่องยนต์ ช่วยในการทำงานเครื่องยนต์ไม่ขัดข้อง ระบายความร้อนได้ดี น้ำมันเครื่องที่ดีต้องมีสารช่วยลดมลพิษ (ควันขาว, ควันดำ) ช่วยรักษาสภาพเครื่องยนต์ ให้ยาวนาน น้ำมันพื้นฐานที่มีคุณภาพสูง ทนทานต่อการรวมตัวกับออกซิเจน มีการเปลี่ยนแปลงความหนืดน้อยเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน มีความเหนียวทนต่อการเสียดสีโดยเนื้อน้ำมันไม่แตกหักเสียหายง่าย สารเคมีเพิ่มคุณภาพสูง เข้ากันได้ดีกับน้ำมันพื้นฐานที่ใช้ ส่งเสริมการทำงานของน้ำมันพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น ส่งเสริมการทำงาน และไม่ขัดขวางการทำงานของสารเคมีเพิ่มคุณภาพตัวอื่น ๆ

ชนิดของน้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่อง มี 3 ชนิดคือ 1. น้ำมันเครื่องธรรมดา ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม ใช้งานได้ 3,000-5,000 กม. 2. น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นธรรมดากับชนิดสังเคราะห์ ใช้งานได้ 5,000-7,000 กม. 3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่สังเคราะห์ จากน้ำมันปิโตรเลียม ใช้งานได้ 7,000-10,000 กม.

ข้อควรปฏิบัติสำหรับน้ำมันเครื่อง

ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำ ควรตรวจสอบสัปดาห์ละครั้ง หรือทุกครั้งที่เติมน้ำมันเชื้อเพลิง ถ้าระดับน้ำมันเครื่องสูงเกิน น้ำมันเครื่องจะถูกดันผ่านแหวนลูกสูบขึ้นไปเผาไหม้กับน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีเขม่าจับภายในห้องเผาไหม้ ทำให้เครื่องเกิดการน็อค อย่างรุนแรง / น้ำมันเครื่องจะดันออกทางซีลด้านหน้าและด้านหลังของเพลาข้อเหวี่ยง ทำให้เกิดการรั่วซึมได้ง่าย / ทำให้เกิดแรงดันในห้องเครื่องสูงและจะดันไอน้ำมันเครื่องออกมาทางท่อระบายได้มาก / ทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัด ถ้าระดับน้ำมันเครื่องต่ำเกินไป ปั๊มน้ำมันเครื่องจะไม่สามารถดูดน้ำมันและส่งไปหล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวภายในเครื่องอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดการสึกหรออย่างรวดเร็วเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องพัง เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน น้ำมันเครื่อง เปลี่ยนน้ำมันทุกๆ 5,000 กม./ 3เดือน ไส้กรองน้ำมันเครื่องยนต์ เปลี่ยนทุกๆ 10,000 กม./ 6เดือน ไส้กรองน้ำมันเบนซิล เปลี่ยนปีละครั้งทุกๆ 50,000 กม. ไส้กรองอากาศ ทำความสะอาดทุก ๆ 5,000 กม. หรือ 10,000 กม. เปลี่ยนทุกๆ 20,000 กม. ทุกปีเป็นอย่างน้อย ทำความสะอาดกรองอากาศหรือเปลี่ยนเมื่อหมดสภาพการใช้งาน เปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องพร้อมน้ำมันเครื่อง

น้ำมันหล่อลื่นสำหรับเกียร์รถยนต์

มาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเกียร์รถยนต์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. น้ำมันหล่อลื่นเกียร์ธรรมดา และเฟืองท้าย มาตรฐาน SAE คือ สถาบันผู้กำหนดค่าความข้นใส หรือ ค่าความหนืดของน้ำมันหล่อลื่น โดยกำหนดออกมาเป็นตัวเลข ตั้งแต่ 75W-250 ตัวเลขยิ่งมาก หมายถึง น้ำมันมีค่าความหนืดสูงหรือข้น แต่ถ้าตัวเลขน้อย หมายถึง น้ำมันมีค่าความหนืดต่ำหรือใส และ ทั้ง 2 กลุ่มยังแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.1 ประเภทเกรดเดี่ยว (Monograde) คือ น้ำมันหล่อลื่นจะมีค่าความหนืดเพียงค่าเดียว 1.2 ประเภทเกรดรวม (Multigrade) คือ น้ำมันหล่อลื่นที่มีค่าความหนืด 2 ค่า ในตัวเดียวกัน มาตรฐาน API คือ สถาบันผู้กำหนดระดับความสามารถ หรือ สมรรถนะในการปกป้องชิ้นส่วนได้ระดับใด มาตรฐานสำหรับน้ำมันเกียร์และเฟืองท้าย โดยใช้ GL บอกระดับมาตรฐาน 2. น้ำมันหล่อลื่นเกียร์ออโตเมติก มีสถาบันที่เป็นผู้ทดสอบและกำหนดมาตรฐานน้ำมันเกียร์ออโตเมติกที่นิยมอ้างอิง คือ มาตรฐาน General Motor (GM) กำหนดระดับมาตรฐานโดยการใช้สัญลักษณ์ “Dexron” โดยที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 มาตรฐาน คือ 2.1 Dexron IID เหมาะสำหรับเกียร์ออโตเมติกที่ไม่มีระบบอิเลคโทรนิคควบคุมการทำงาน 2.2 Dexron III เหมาะสำหรับเกียร์ออโตเมติกที่ใช้ระบบอิเลคโทรนิคควบคุมการทำงาน มาตรฐาน Ford กำหนดระดับมาตรฐานโดยการใช้สัญลักษณ์ “Mercon” ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม

Copyright 2019 All right reserved B-Quik.com