บี−ควิก พูดคุยแบ่งปันสาระเรื่องรถ-เรื่อง โช้คอัพระบบกันสะเทือน#1 Home page

สาระเรื่องรถ - โช้คอัพและระบบกันสะเทือน Home page

โช้คอัพ เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

โช้คอัพ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยรองรับแรงกระแทก และลดแรงสั่นสะเทือนของรถ โช้คอัพที่ดีจะช่วยลดการสึกหรอของยาง และอุปกรณ์ช่วงล่าง นอกจากนี้ยังช่วยให้รถยึดเกาะถนนได้ดีการเปลี่ยนโช้คอัพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คนใช้รถไม่ควรมองข้ามโดยทั่วไปโช้คอัพจะมีอายุการใช้งาน 3 ปี หรือ 50,000-100,000 กม. ควรมีการเช็กสภาพโช้คเป็นประจำ หากพบความผิดปกติควรเปลี่ยนโช้คอัพให้เร็วที่สุด ข้อสังเกตว่าควรเปลี่ยนโช้คอัพแล้วสามารถสังเกตง่ายๆได้จากรูปทรงของโช้คอัพ ไม่ว่าจะเป็นความคดงอผิดปกติบริเวณแกนโช้คหรือรอยน้ำมันรั่วซึมการยืดอายุการใช้งานโช้คอัพสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงหลีกเลี่ยงการขับตกหลุม หรือถนนที่สภาพไม่ดี หลีกเลี่ยงการขึ้นลงลูกระนาดเร็วเกินไป และการบรรทุกน้ำหนักที่มากเกินปกติหากเปลี่ยนโช้คอัพมาใหม่ ควรขับรถบนทางผิวเรียบประมาณ 300 – 500 กิโลเมตรเสียก่อน เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องโช้คอัพ หรือถ้าไม่แน่ใจในสุขภาพโช้คอัพของคุณ สามารถนำรถของคุณเข้ามาตรวจเช็กโช้คอัพก่อนเปลี่ยนโช้คอัพได้ที่บี-ควิกสาขาใกล้บ้านคุณ และสามารถสอบถามโปรโมชั่นล่าสุดง่ายๆ เพียงโทร. 1153

หน้าที่และประเภทของโช้คอัพรถยนต์

โช้คอัพ (Shock Absorber) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยในการรองรับแรงกระแทก ลดแรงสั่นสะเทือนของรถ และทำหน้าที่หน่วงการเคลื่อนที่ขึ้นลงของตัวถังรถยนต์เพื่อให้ล้อรถสัมผัสกับผิวถนนตลอดเวลาขณะรถวิ่ง ทำให้เกิดความนุ่มนวลขณะขับขี่ และลดการโคลงของตัวรถ ทำให้รถทรงตัวได้ดีการทำงานของโช้คอัพ บริเวณด้านบนของโช้คอัพจะเชื่อมต่อกับลูกสูบ ซึ่งอยู่ภายในกระบอกโช้คที่มีน้ำมันไฮดรอลิคอยู่ข้างใน เมื่อรถยนต์ขับบนถนนที่ขรุขระ สปริงและแหนบจะเกิดการหดตัวและขยายตัว พลังงานจากการหดและขยายตัวนี้จะถูกส่งต่อไปที่โช้คอัพ ทำให้ลูกสูบโช้คอัพเคลื่อนที่ขึ้นลงภายในกระบอกโช้คตามพลังงานที่ได้รับ การเคลื่อนที่ของลูกสูบในกระบอกโช้คที่มีน้ำมันไฮโดรลิกบรรจุอยู่จะทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับพลังงานการหดขยายที่เกิดจากสปริง หน่วงเหนี่ยวการกระแทกทำให้การขับขี่นุ่มสบายการแบ่งประเภทของโช้คอัพ แบ่งได้ 2 ลักษณะคือแบ่งตามโครงสร้างของกระบอก และ แบ่งตามคุณสมบัติ1.โช้คอัพแบ่งตามโครงสร้างของกระบอก โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ โช้คอัพกระบอกเดี่ยว และโช้คอัพกระบอกคู่1.1 โช้คอัพกระบอกเดี่ยว หรือ Mono Tubeการทำงานของน้ำมัน แก๊ส วาล์วลูกสูบ และการทำงานต่างๆทั้งหมดจะอยู่ในกระบอกเดียว โดยห้องน้ำมันและแก๊สจะแยกกันโดยลูกสูบ ห้องที่บรรจุน้ำมันจะอยู่ด้านบน ส่วนห้องที่บรรจุแก๊สจะอยู่ด้านล่าง เมื่อโช้คอัพได้มีการยุบตัวลง ลูกสูบจะดันน้ำมันลงมาและจะเกิดเป็นแรงดันจากตัวห้องแก๊สที่อยู่ด้านล่าง เมื่อเกิดแรงดันที่มากเกินไปในห้องแก๊สด้านล่าง แรงดันนั้นจะดันลูกสูบให้กลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งเดิม เพื่อสร้างแรงหนืดให้กับรถยนต์โช้คอัพกระบอกเดี่ยวมีการระบายความร้อนจากภายในตัวโช้คได้ดีกว่า เพราะมีกระบอกเพียงชั้นเดียว จึงสามารถสร้างแรงหนืดได้เสถียรกว่าและสามารถใช้ได้ดีกับรถที่ใช้งานหนักและต่อเนื่อง แต่อาจมีความกระด้างอยู่บ้าง เนื่องจากแรงดันแก๊สภายในกระบอกค่อนข้างสูง และอาจเกิดความเสียหายจากภายนอกได้ง่าย เนื่องจากเป็นโครงสร้างชั้นเดียวโช้คอัพประเภทนี้จึงเหมาะกับรถยนต์ที่ต้องการเน้นสมรรถนะการขับขี่ที่ใช้ความเร็ว และต้องการการระบายความร้อนที่ดีเยี่ยม1.2 โช้คอัพกระบอกคู่ หรือ Twin Tube ประกอบด้วยกระบอก 2 ชั้นซ้อนกัน ซึ่งห้องด้านในจะเป็นตัวลูกสูบที่มีน้ำมันบรรจุอยู่ภายใน ส่วนห้องด้านนอกจะบรรจุด้วยแก๊สไนโตรเจน ลูกสูบจะเคลื่อนที่ขึ้น-ลงภายในกระบอกสูบชั้นในเท่านั้น เมื่อโช้คอัพเคลื่อนที่ขึ้นลงตามการเคลื่อนที่ของล้อลูกสูบจะดันน้ำมันโช้คขึ้นลงมาไหลผ่านทางเบสวาล์ว เข้าออกไปห้องแก๊สด้านนอก จึงเกิดเป็นความหนืดเพื่อช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของรถยนต์โช้คอัพกระบอกคู่ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ได้ดีกว่า อีกทั้งยังเกิดความเสียหายจากภายนอกได้ยากกว่า รวมถึงราคาที่ย่อมเยากว่า เมื่อเทียบกับแบบกระบอกเดี่ยว แต่เนื่องจากโครงสร้างของกระบอกแบ่งออกเป็น 2 ชั้นอย่างชัดเจน น้ำมันไฮโดรลิคภายในจึงเกิดฟองได้ง่าย เมื่อโช้คอัพเต็มไปด้วยฟองอากาศ อาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงตามมาได้ โช้คอัพกระบอกคู่จึงเหมาะกับรถยนต์ที่ใช้ขับขี่ทั่วไป2.โช้คอัพแบ่งตามคุณสมบัติ โดยแบ่งประเภทตามการทำงานได้ 2 ประเภท คือ โช้คอัพน้ำมัน และ โช้คอัพแก๊ส2.1 โช้คอัพน้ำมัน โช้คอัพชนิดนี้จะทำงานโดยใช้ น้ำมันไฮดรอลิคเป็นตัวทำงานให้เกิดความหนืดเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ทำงานน้ำมันไฮดรอลิคจะไหลผ่านวาล์วภายในลูกสูบ จึงทำให้เกิดฟองอากาศขึ้นภายในน้ำมันไฮดรอลิค ฟองอากาศของน้ำมันจะทำให้โช้คอัพทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงทำให้ขาดช่วงการทำงาน โช้คอัพน้ำมันไม่เหมาะกับการใช้งานที่มีการสั่นสะเทือนนานๆ เพราะจะทำให้โช้คสะสมความร้อนไว้มาก และทำให้น้ำมันไฮดรอลิคเสื่อมเร็ว โช้คอัพน้ำมันจึงเหมาะกับรถที่ใช้งานทั่วไป2.2 โช้คอัพแก๊ส อาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างแก๊สไนโตรเจนและน้ำมันไฮดรอลิค เมื่อโช้คได้รับแรงกระแทกจากการใช้งาน ลูกสูบจะเลื่อนลงมาด้านล่างของกระบอกสูบทำให้น้ำมันไฮดรอลิคไหลผ่านวาล์วขึ้นไปยังห้องน้ำมันด้านบน และน้ำมันอีกส่วนจะไหลผ่านวาล์วด้านล่างเข้าไปยังห้องน้ำมันสำรอง หลังจากนั้น โช้คจะอัดแก๊สไนโตรเจนจนทำให้เกิดแรงดันที่ดันน้ำมันไฮดรอลิคกลับสู่กระบอกสูบโช้คอัพแก๊สช่วยให้รถยนต์สามารถขับขี่บนพื้นถนนที่ขรุขระได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม เหมาะกับรถยนต์ที่ต้องบรรทุกน้ำหนักมาก ใช้งานหนัก และสมบุกสมบันในการขับขี่ โดยทั่วไปมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าโช้คอัพ

วิธีตรวจเช็กโช้คอัพ แบบง่ายๆด้วยตัวเอง

เพราะระบบช่วงล่างของรถยนต์นั้นถือได้ว่าเป็นระบบที่ทำงานค่อนข้างหนัก เมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ ทั้งรองรับแรงกระแทกแรงสั่นสะเทือนจากหลุม บ่อ คอสะพาน บนถนน ช่วยทำให้การขับขี่นุ่มนวลและช่วยทำให้เราควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ จึงควรหมั่นตรวจเช็กโช้คอัพอยู่เสมอว่ายังใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่ ด้วยวิธีการง่ายๆที่ทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้1.ตรวจสอบการคืนตัวของโช้คอัพ เราสามารถตรวจสอบการคืนตัวของโช้คอัพได้ง่ายๆ เพียงใช้มือกดรถยนต์บริเวณมุมที่ต้องการทดสอบ ออกแรงกดสัก 5 ครั้ง เพื่อสังเกตการคืนตัวของรถ หากรถมีการคืนตัวที่ค่อนข้างไวแสดงว่าโช้คอัพยังปกติอยู่2. ตรวจสอบรอยรั่วบริเวณซีลโช้คอัพ สังเกตรอยรั่วของน้ำมันบริเวณข้อต่อต่างๆ หากพบคราบน้ำมันไหลออกมาบริเวณกระบอก ก็มีโอกาสที่กระบอกจะรั่วได้ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน ลดลงไป เพราะน้ำมันที่ช่วยสร้างความนุ่มนวลพร่องไปจากเดิม3.สังเกตรูปทรงของโช้คอัพ โดยปกติโช้คอัพจะมีรูปทรงกระบอกแบบสมมาตร แต่ถ้ามองด้วยตาเปล่าแล้วรูปทรงผิดเพี้ยนไป อาจเกิดจากการได้รับแรงกระแทกหนักๆ จนทำให้โช้คอัพผิดรูปทรง การเปลี่ยนใหม่อาจจะเป็นทางเลือกแรกๆ ของปัญหานี้ครับ4.ดอกยางที่ล้อข้างใดข้างหนึ่งสึกผิดปกติ เช็กหน้ายาง ว่าดอกยางด้านใดมีอาการสึกผิดปกติหรือไม่ หากสังเกตพบร่องรอยการสึกที่ไม่สม่ำเสมอจากล้อข้างที่สงสัย อาจหมายความว่า โช้คอัพข้างนั้นๆของคุณน่าจะมีปัญหา5. สังเกตอาการของรถขณะออกตัวและเบรก สังเกตเมื่อรถออกตัวและเบรกขณะขับขี่ด้วยความเร็วปกติ หากพบว่าในห้องโดยสารมีการสั่นสะเทือนมากกว่าปกติหรือเวลาขับรถขึ้นเนินหรือลูกระนาดจะพบว่ามีการกระเด้งขึ้น-ลง จนรู้สึกได้ว่าไม่นิ่มนวลอย่างที่ควรเป็น แสดงว่าโช้คอัพน่าจะมีปัญหา6.รถมีอาการเหิน-ร่อน ขณะขับรถด้วยความเร็ว รู้สึกว่ารถมีอาการร่อนไม่เกาะถนน อาจเกิดจากโช้คอัพบางตัวมีการชำรุดจนไม่สามารถควบคุมสมดุลของรถ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรรีบนำรถไปตรวจเช็กเพื่อหาสาเหตุของอาการผิดปกตินี้

3 พฤติกรรมอันตรายที่ทำให้โช้คอัพเสียหาย

อายุการใช้งานของโช้คจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ การใช้งานรถยนต์ รวมถึงสภาพของถนน เพื่อเป็นการถนอมโช้คอัพให้สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยาวนานจึงควรหลีกเลี่ยง 3 พฤติกรรมอันตรายที่สามารถทำให้โช้คอัพเสียหายได้ ดังนี้1.ไม่ชะลอขณะขับผ่านถนนขรุขระและเป็นหลุมลึก การกระแทกอย่างรุนแรงขณะขับบนถนนที่ขรุขระหรือเป็นหลุมลึก อาจทำให้โช้คอัพรถยนต์แตกและทำให้น้ำมันโช้ครั่วซึมได้ ส่งผลให้ประสิทธิภาพของโช้คอัพในการควบคุมการยุบและเด้งของสปริงลดลงได้ เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการขับขี่บนพื้นถนนที่ขรุขระหรือเป็นหลุมลึก หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรขับรถอย่างระมัดระวัง และชะลอในขณะที่ต้องขับผ่านหลุมลึก2.บรรทุกน้ำหนักมากเกินไปการขับรถผ่านถนนที่ไม่เรียบ หรือ การบรรทุกน้ำหนัก ทำให้เกิดการยุบและเด้งตัวของสปริง ซึ่งโช้คอัพเข้ามามีหน้าที่หน่วงเหนียวการยุบเด้งนี้เพื่อให้การขับขี่นุ่มนวลเมื่อรถยนต์ต้องบรรทุกน้ำหนักมากเกินกว่าที่เหมาะสมกับโช้คอัพที่ติดตั้ง โดยเฉพาะการบรรทุกน้ำหนักเกินเป็นเวลานาน ทำให้โช้คอัพต้องทำงานหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น จึงเสียหายเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ3. ขาดการดูแลโช้คอัพและอุปกรณ์ส่วนอื่นๆการขับขี่บนบนทางที่ไม่ได้ลาดยางหรือทำถนน มีฝุ่นคลุ้ง บ่อยๆหรือเป็นเวลานาน มีโอกาสที่ฝุ่นคลุ้งจากทางถนนจะเข้ามาติดอยู่ที่บริเวณซีลของโช้คอัพทำให้โช้คอัพเสียหายเกิดการรั่วซึมของน้ำมันโช้คได้ ควรหมั่นตรวจเช็กความพร้อมใช้งานของโช้คอัพ และส่วนควบอื่นๆ โดยเฉพาะบริเวณยางกันฝุ่น เพราะหากยางกันฝุ่นขาด เศษฝุ่น ดิน โคลน อาจเข้าไปเกาะตามแกนโช้ค และจังหวะที่โช้คอัพยุบตัว เศษโคลนที่แข็งตัวจะไปบาดบริเวณซีลโช้คอัพ อาจทำให้โช้คอัพรั่วได้ การดูแลเบื้องต้น คือ เวลาล้างรถ ควรใช้น้ำ ฉีดทำความสะอาด บริเวณโช้คอัพ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่อาจไปทำให้ซีลโช้คอัพเกิดความเสียหายได้โช้คอัพเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์ที่มีผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้โช้คอัพเสียหายเร็ว เพื่อให้การขับขี่ปลอดภัยและไม่เกิดอุบัติเหตุ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้และสังเกตว่าโช้คอัพผิดปกติ สามารถนำโช้คอัพเข้าไปตรวจเช็กฟรีได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์ บี-ควิก ทุกสาขา ทั่วประเทศ โดยทั่วไปควรตรวจเช็กโช้คอัพทุก 20,000 กิโลเมตร เพื่อให้มั่นใจว่าโช้คอัพยังทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เสียงแปลกๆขณะขับรถ บ่งบอกสุขภาพของโช้คอัพได้

การมีเสียงรบกวนขณะขับขี่นั้น สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากความผิดปกติของช่วงล่างรถยนต์ ซึ่งการตรวจเช็กส่วนมากมักจะนำรถเข้าไปให้เจ้าหน้าที่ ที่ศูนย์บริการทำการตรวจเช็กให้ แต่เสียงที่เกิดขึ้นบางเสียงเราสามารถที่จะรู้สาเหตุเบื้องต้นได้ก่อนดังนี้1.เสียงก๊อกแก๊กขณะลดความเร็ว เมื่อเราเบรกรถ น้ำหนักรถทั้งหมดจะถูกเทมาบริเวณด้านหน้าของตัวรถ ซึ่งสาเหตุของเสียงส่วนใหญ่จะมาจากโช้คอัพหน้า ในกรณีนี้สิ่งที่ควรทำอันดับแรกคือการเช็กว่ามีน้ำมันรั่วซึมหรือไม่ หากโช้คอัพรั่วจะทำให้เกิดการฝืดของลูกสูบจนเกิดเสียงได้ อีกสาเหตุหนึ่งที่เกิดเสียงก๊อกแก๊กขึ้นได้ขณะเบรกคือผ้าเบรกอาจมีปัญหา2.เสียงดังตรงช่วงล้อเมื่อขึ้นเนินหรือตกหลุม อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยคือลูกหมากต่างๆที่เป็นข้อต่อ (joint) ซึ่งอาจให้เกิดเสียงขณะขึ้นเนินหรือตกหลุมได้ อีกสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากโช้คอัพ มีความผิดปกติที่ไม่สามารถรับแรงกระแทกได้ แนะนำให้นำรถเข้าศูนย์บริการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ3.เสียงดังเมื่อเลี้ยวรถ คือ สัญญาณ่บงบอกว่าระบบช่วงล่างชองรถมีปัญหา โดยส่วนมากจะเกิดจากการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนต่างเริ่มหลวม เช่น แร็กพวงมาลัย, บูชปีกนกรวมไปถึงเบ้าโช้คอัพ จำควรนำรถเข้าไปตรวจเช็ก เพราะหากปล่อยเอาไว้อาจส่งผลเสียต่อส่วนอื่นๆได้4.มีเสียงดังกึกๆบริเวณโช้คอัพ เวลาขับผ่านทางขรุขระ อาจเกิดจากวาล์วโช้คอัพแตก บูชหลวม หรือน็อตโช้ตอัพหลวม ควรนำรถเข้าไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจเช็กเพื่อหาสาเหตุอีกครั้ง

career
Copyright 2019 All right reserved B-Quik.com